sonsue

ทหารสื่อสาร


 

ประวัติทหารสื่อสาร

เหล่าทหารสื่อสาร (ส.) ถือกำเนิดขึ้นมาในกองทัพบกเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2467 โดยพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน (พระราชโอรสลำดับที่ 35 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5) ทรงเป็นพระผู้ก่อกำเนิด "ทหารเหล่าสื่อสาร"

กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทหารสื่อสาร


...อันกำลังของกองทัพ
ถึงพร้อมสรรพด้วยอาวุธ
อีกทหารชำนาญยุทธ
สุดเพรียบพร้อมกำลังพล
หากขาดการสื่อสาร
บัญชาการย่อมสับสน
ต่างฝ่ายยิ่งต่างตน
ประกอบยุทธนาการ
เช่นร่างกายเสื่อมประสาท
เสื่อมสามารถประกอบงาน
กองทัพเสื่อมสื่อสาร
ย่อมเสื่อมสิ้นแสนยากร...

คำย่อหน่วยสื่อสาร

เหล่าสื่อสาร
ส.
กรมการทหารสื่อสาร
สส.

สีประจำเหล่าทหารสื่อสาร

สีม่วง

สัญลักษณ์ / เครื่องหมายประจำเหล่า ทหารสื่อสาร

เครื่องหมายทหารสื่อสาร

คำขวัญทหารสื่อสาร

รวดเร็ว แน่นอน ปลอดภัย

กรมการทหารสื่อสาร

มีหน้าที่ วางแผน อำนวยการ ประสานงาน แนะนำ กำกับการวิจัยและพัฒนา เกี่ยวกับ การผลิต ซ่อมบำรุงสิ่งอุปกรณ์สายสื่อสาร พัฒนากิจการทางการสื่อสาร ทั้งด้านโทรคมนาคม คอมพิวเตอร์และเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ การสงครามข่าวสารและอิเล็กทรอนิกส์ สนับสนุนระบบควบคุมบังคับบัญชาของกองทัพบก กำหนดหลักนิยมและทำอุปกรณ์ ตำรา คู่มือ เกี่ยวกับการฝึกศึกษาของเหล่าทหารสื่อสาร

ความแตกต่างระหว่าง หน่วยสื่อสาร / หน่วยทหารสื่อสาร

หน่วย
คำอธิบาย
เช่น
หน่วยสื่อสาร
คือหน่วยทหารเหล่าใดก็ได้ (เว้นเหล่าทหารสื่อสาร) ที่ทำหน้าที่ทางการสื่อสาร มีขนาด เป็น หมู่ หรือ หมวด
1. มว.ส.พัน.ร., มว.ส.กรม ร.
2. มว.ส.พัน.ป., มว.ส.กรม ป.
หน่วยทหารสื่อสาร
1. หน่วยทหาร ที่เป็นเหล่าทหารสื่อสาร ทำหน้าที่ทางการสื่อสาร หรือกิจกรรมของเหล่าทหารสื่อสาร
2. มีการจัดเป็น  ชุด | กองร้อย | กองพัน | กรม
1. พัน.ส.พล.
2. พัน.ส.ทภ.
3. กรม ส.ทบ.

ภารกิจหลักของหน่วยสื่อสาร | หน่วยทหารสื่อสาร

ให้การสื่อสารภายในบริเวณที่ตั้ง ทก. และจัดให้มีการสื่อสารระหว่าง ทก. เพื่อสนับสนุน ผบ.หน่วย และ ฝอ. ในการสื่อสารภายในหน่วยและระหว่างหน่วย และเมื่อจำเป็นก็ให้การสนับสนุนทางการสื่อสารแก่หน่วยรองหรือหน่วยอื่นๆ

หลักนิยมพื้นฐานการสื่อสาร 7 ข้อ

1
ข้อจำกัดในการใช้
2
ความเหมาะสมในการใช้เครื่องมือ
3
ความอ่อนตัว
4
การกระจายกำลัง
5
ความง่ายในการปฏิบัติงาน
6
เครื่องมือประจำหน่วย
7
การรักษาความปลอดภัย

มัชฌิมการสื่อสาร

มัชฌิมการสื่อสาร คือบรรดาเครื่องมือที่ใช้ในการ รับ-ส่ง หรือนำข่าว
- แม้ว่าเราจะอยู่ห่างไกลไกลกันเกินกว่าเสียงของมนุษย์จะได้ยิน แต่เราก็สามารถส่งข่าวถึงกันได้โดยการใช้ ตัวแทน หรือ สัญญาณตัวแทนอาจจะเป็น พลนำสาร, การไปรษณีย์ หรือสัตว์นำสารก็ได้ สัญญาณอาจจะเป็น เสียง, ทัศนะ หรือไฟฟ้าก็ได้ (เรียกว่า "การโทรคมนาคม")

แบ่งออกเป็น

1.มัชฌิมการสื่อสารทางทหาร

มัชฌิมของการสื่อสารทางทหาร มี 4 ประเภท
1.พลนำสาร (Messanger)
- พลนำสารตามกำหนดเวลา
- พลนำสารไม่กำหนดเวลา
- พลนำสารพิเศษ (หรือผู้นำสารพิเศษ)
ข้อดีของพลนำสารคือพลนำสารเป็นมัชฌิมการสื่อสารที่เชื่อถือได้ และปลอดภัยที่สุด
ข้อเสียของพลนำสารคือเป็นอันตรายได้ง่ายจากการกระทำของข้าศึก และต้องเสียเวลาในการเดินทางมาก
2.การไปรษณีย์  (Mail)
3.สัตว์นำสาร (Trained Animal )
4.การคมนาคม (Telecommunication)

2.มัชฌิมการสื่อสารทางโทรคมนาคม

1
ทัศนะสัญญาณ
2
เสียงสัญญาณ
3
ทางสาย
4
วิทยุ

องค์แทนการสื่อสาร (SIGNAL AGENCY)

องค์แทนการสื่อสาร คือหน่วยทหารที่ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ เครื่องมือสื่อสาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้บริการทางการสื่อสารแก่ ผบ. และ ฝอ. และเป็นที่รวมเครื่องมือ เพื่อปฏิบัติการสื่อสารให้กับหน่วยที่องค์แทนการสื่อสารนั้นประจำอยู่ ในระดับกองพลขึ้นไปเรียกว่า "ศูนย์การสื่อสาร" ระดับกรมลงมาเรียกว่า "ศูนย์ข่าว" ซึ่งทั้งศูนย์ทั้งสองนี้จะแตกต่างกันในเรื่องขนาดที่ใหญ่กว่า และ จนท.ศูนย์การสื่อสารจะเป็นเหล่า ส. ส่วน จนท.ศูนย์ข่าว จะเป็นทหารเหล่าใดก็ได้ที่จัดตั้งศูนย์ข่าวนั้น


การพิจารณาการปฏิบัติการทางทหาร | ปัจจัย METT-T

M = MISSION : ภารกิจ
E = ENEMY : ข้าศึก
T = TERRAIN AND WEATHERS : ภูมิประเทศ และ สภาพอากาศ
T = TROOP : กำลังที่มีอยู่
T = TIME : เวลา


การพิจารณาภูมิประเทศทางทหาร | OCOKA

O = OBSERVATION FIELD OF FIRE : การตรวจการ และพื้นการยิง
C = COVER CONCEALMENT : การกำบัง และซ่อนพราง
O = OBSTACLE : เครื่องกีดขวาง
K = KEY TERRAIN : ภูมิประเทศสำคัญ
A = AVENUR OF APPROACH : แนวทางการเคลื่อนที่


มัชฌิมประเภทวิทยุมีข้อดี คือ
1. ใช้เวลาติดตั้งน้อยรวดเร็ว
2. ทำการสื่อสารได้ในขณะเคลื่อนที่
3. ใช้ได้ทั้งบนดิน, น้ำ และทางอากาศ
4. สามารถพูดโต้ตอบกันได้

มัชฌิมประเภทวิทยุมีข้อเสียคือ
1. ถูกรบกวนได้ง่าย ทั้งจากธรรมชาติ และจากการรบกวนที่มนุษย์ทำขึ้น
2. อ่อนไหวต่อสงครามอิเล็กโทรนิกส์

มัชฌิมประเภทสายมีข้อดี คือ
1. เมื่อติดตั้งเสร็จ จะมีความสะดวกในการใช้งานมากกว่าวิทยุ
2. สามารถพูดสวนทางกันได้
3. มีความปลอดภัยสูงกว่าวิทยุ

มัชฌิมประเภทสายมีข้อเสีย คือ
1. ไม่คล่องตัว ใช้เวลาการติดตั้งและรื้อถอนนาน
2. เป็นอันตรายต่อยานพาหนะฝ่ายเดียวกัน และจากการยิงของฝ่ายข้าศึก
3. ไม่สามารถจะสื่อสารระหว่างหน่วยที่อยู่ในมิติที่แตกต่างกัน

การสื่อสารด้วยมัชฌิมไฟฟ้า มี 6 วิธี
1. โทรศัพท์
2. โทรเลข
3. โทรพิมพ์
4. โทรสำเนา
5. โทรทัศน์
6. คอมพิวเตอร์

ข่าวทางทหาร คือ จดหมาย รายงาน คำสั่ง ภาพแผนที่ เรื่องราว หรือสัญญาณอื่นใด อาจจะเป็นข้อความธรรมดาหรือข้อความที่เข้าอักษรลับ ซึ่งอยู่ในลักษณะที่เหมาะสมสำหรับการส่งข่าวด้วยมัชฌิมการสื่อสาร
แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ หัวเรื่อง ตัวเรื่อง ท้ายเรื่อง
มีหลัก 3 ประการ คือ สมบูรณ์ กระทัดรัด ชัดเจน

ความสมบูรณ์ของข่าว จะต้องมีหัวเรื่องและท้ายเรื่องครบถ้วน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ สส. สามารถดำเนินกรรมวิธีได้ ตัวเรื่อง และข้อความต้องมีรายละเอียดชัดเจน เพื่อผู้รับสามารถปฏิบัติได้

ความกระทัดรัดของข่าว
1. ไม่ควรเกิน 1 หน้ากระดานเขียนข่าว
2. ใช้คำย่อทางที่ราชการกำหนด
3. ไม่ใช่สำนวน หรือพรรณนาโวหาร
4. ไม่ใช้คำที่มีความหมายซ้ำซ้อนเพื่อเน้นความรวดเร็ว

ความชัดเจน
1. สามารถตอบได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร
2. ใช้ข้อความง่าย สามารถตีความได้อย่างรวดเร็ว
3. แบ่งวรรคตอนถูกต้อง
4. ผู้รับสามารถปฏิบัติโดยไม่ต้องตีความ หรือขอคำชี้แจงเพิ่มเติม
5. การใช้คำย่อ ต้องมั่นใจได้ว่าผู้รับสามารถเข้าใจได้ถูกต้องตรงกัน

กระดาษเขียนข่าว
1. สส.6 (ทบ.463-007) มีขนาดใหญ่ ใช้ในระดับกองพลขึ้นไป 1 ชุดมี 4 แผ่น
2. สส.7 (ทบ.463-008) มีขนาดเล็กกว่า ใช้ในระดับกรมลงมา 1 ชุดมี 3 แผ่น
มีประโยชน์ในการช่วยให้การเขียนข่าวสะดวก รวดเร็ว มีข้อความในส่วนของหัวเรื่อง และท้ายเรื่องครบถ้วน ไม่ผิดพลาด หลงลืม ในกรณีที่ไม่มีก็สามารถเขียนข่าวบนกระดาษธรรมดาได้ แต่ต้องมีส่วนต่างครบทั้ง 3 ส่วน

ผู้ให้ข่าว คือ หน.ส่วนราชการ หรือผู้มีอำนาจหน้าที่ รวมทั้งผู้ที่ได้รับมอบอำนาจที่สั่งให้ส่งข่าวไป
ผู้เขียนข่าว คือ จนท. ที่ได้รับคำสั่งจากผู้ให้ข่าวจัดทำข่าว ผู้เขียนข่าวกับผู้ให้ข่าวอาจเป็นคนเดียวกันก็ได้
ผู้อนุมัติข่าว คือ ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจหน้าที่ให้ตรวจข่าว และอนุมัติให้ส่งข่าวในนามของผู้ให้ข่าวได้
ผู้รับข่าว คือ บุคคลหรือหน่วยราชการที่ข่าวนั้นจ่าหน้าซองถึง ถ้าเป็นบุคคลตามปกติคือ ผบ.หน่วยนั้น การจ่าหน้าซองโดยระบุตำแหน่ง

กระดาษเขียนข่าวแบบ สส.6 ผู้เขียนข่าวจะต้องเขียนรายละเอียดในหัวเรื่องต่อไปนี้
1. ความเร่งด่วนของผู้ปฏิบัติ
2. ความเร่งด่วนของผู้รับทราบ
3. หมู่วัน-เวลา ที่เขียนข่าว
4. ประเภทเอกสารของข่าว
5. ที่ของผู้ให้ข่าว
6. จาก (ระบุตำแหน่งของผู้ให้ข่าว)                
7. ถึงผู้รับปฏิบัติ (ระบุตำแหน่ง อาจมีมากกว่า 1 คน)
8. ถึงผู้รับทราบ (ระบุตำแหน่ง อาจมีมากกว่า 1 คน)
9. คำแนะนำสำหรับ จนท.สส. (ถ้ามี)
10. หมู่-คำ ถ้าต้องการระบุ

กระดาษเขียนข่าวแบบ สส.7 นั้น ผู้เขียนข่าวจะต้องเขียนรายละเอียดในหัวเรื่องต่อไปนี้
1. ความเร่งด่วนของข่าว
2. ที่ของผู้ให้ข่าว
3. จาก (ระบุตำแหน่งของผู้ให้ข่าว)           
4. ถึง (ระบุตำแหน่งผู้รับข่าว)

ที่ของผู้ให้ข่าว คือ ลำดับที่ของเอกสารที่ส่งออกจาก บก.หน่วยนั้นๆ ได้มาจากทะเบียนหนังสือออกตามระบบงานสารบรรณของหน่วย

หมู่วันเวลา เป็นชุดตัวเลข 6 ตัว 2 ตัวแรกเป็นวันที่ 2 ตัวที่สองเป็นชั่วโมง 2 ตัวสุดท้ายเป็นนาที

การระบุเดือนปี
ในกระดาษเขียนข่าว สส.6 เขียนต่อท้ายหมู่วัน-เวลา 
ในกระดาษเขียนข่าว สส.7 เขียนในช่อง เดือน ปี ที่อยู่ท้ายข่าว เดือนใช้อักษรย่อ 2 ตัว ปีใช้เลขอักษรท้าย พ.ศ.
ท้ายเรื่องกระดาษเขียนข่าว สส.7 ต้องลงรายละเอียด
1. ลงลายมือ ผู้เขียนข่าว
2. ลง หมู่วัน-เวลาที่เขียนข่าวเสร็จ
3. ลง เดือน-ปี
4. เมื่อประสงค์ให้ส่งเป็นข้อความธรรมดาได้ ให้เขียนข้อความว่า ส่งได้ตามเขียน พร้อมลงลายมือชื่อกำกับ และเขียนวงล้อมรอบด้วย โดยใช้ที่ว่างกระดาษเขียนข่าว

ท้ายเรื่องกระดาษเขียนข่าว สส.6 ต้องลงรายละเอียด
1. ลงจำนวนหน้า ในหน้าข่าว
2. ลงที่ของข่าวที่อ้างถึง ถ้ามีการอ้าง
3. ระบุข่าวที่อ้างถึง มีการจัดประเภทหรือไม่
4. ลงลายมือชื่อ นามหน่วย และหมายเลขโทรศัพท์ของผู้เขียนข่าว

การอนุมัติข่าว
สส.6 ต้องส่งให้ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารอนุมัติข่าวตรวจสอบ และลงรายมือชื่อ
สส.7 ถือว่าผู้เขียนข่าวเป็นผู้อนุมัติข่าวด้วย

ลำดับความเร่งด่วน  มี 4 ประเภท
1. ด่วนที่สุด คือ ผู้เกี่ยวข้องกับข่าวทุกคนต้องปฏิบัติทันทีที่ได้รับข่าว เพื่อให้ข่าวถึงมือผู้รับเร็วที่สุด และผู้รับต้องปฏิบัติโดยทันที
2. ด่วนมาก คือ เป็นข่าวที่ดำเนินต่อเนื่องจากข่าวด่วนที่สุด หรือต้องการปฏิบัติอย่างรีบด่วน
3. ด่วน คือ เป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราว หรือรายงานยุทธวิธีที่สำคัญ ซึ่งต้องการให้ปฏิบัติโดยเร็ว
4. ปกติ คือ เป็นข่าวเกี่ยวกับการดำเนินการ การปฏิบัติที่กระทำอยู่เป็นประจำ/วงรอบ และเป็นลำดับที่ทราบกันดีอยู่แล้ว หรือเป็นข่าวที่ต้องการให้มีการปฏิบัติโดยไม่ชักช้า

ผู้ให้ข่าวเป็นผู้กำหนดโดยตรง ผู้เขียนข่าวและนายทหารอนุมัติข่าว ก็มีส่วนเกี่ยวข้องในการขอเปลี่ยนลำดับความเร่งด่วนได้ การกำหนดความเร่งด่วนสูงเกินไป อาจจะทำให้เกิดความคับคั่งของข่าวได้

ข้อพิจารณาในการกำหนดประเภทเอกสาร
1. ตอบคำถามว่า ข่าวนี้เป็นประโยชน์กับข้าศึกเพียงไร
2. สาระสำคัญของข่าวมีความเกี่ยวข้องกับเอกสารที่กำหนดประเภทเอกสารไว้มากน้อยเพียงใด  
ประเภทเอกสาร มี 4 ประเภท
1. ลับที่สุด
2. ลับมาก
3. ลับ
4. ปกปิด
โดยยึดถือระเบียบว่าด้วยการ รปภ.แห่งชาติ พ.ศ.2527

การแบ่งประเภทข่าวกรองทางทหาร มี 6 วิธี
1. แบ่งตามลักษณะการจ่าหน้า
2. แบ่งตามลักษณะประเภทเอกสาร
3. แบ่งตามลักษณะความเร่งด่วน
4. แบ่งตามลักษณะเกี่ยวข้องกับศูนย์ สส.
5. แบ่งตามลักษณะเกี่ยวข้องในทางทหาร
6. แบ่งตามลักษณะการปฏิบัติ

ข่าวแบ่งตามลักษณะการจ่าหน้าซอง มี  4 ชนิด
1. จ่าหน้าเดียว คือ ส่งถึงผู้รับคนเดียว
2. จ่าหน้าแยก คือ ข่าวที่เป็นฉบับเดียวถึงผู้รับหลายคน
3. จ่าหน้ารวม คือ ข่าวฉบับเดียวกันส่งถึงผู้รับหลายคน
4. ข่าวทั่วไป คือ ข่าวที่กำหนดการแจกจ่ายไว้แน่นอน โดยปกติจะมีหมายเลขควบคุมเอกสารกำกับอยู่เรียงลำดับกันไป

ข่าวแบ่งตามลักษณะความเร่งด่วน มี 2 ชนิด คือ ข่าวลับ (จัดประเภทเอกสาร) และข่าวไม่ลับ (ไม่จัดประเภทเอกสาร)

ข่าวแบ่งตามลักษณะเกี่ยวข้องกับศูนย์การสื่อสาร มี 4 ชนิด
1. ข่าวเข้า
2. ข่าวออก
3. ข่าวส่งต่อ
4. ข่าวภายในที่ตั้ง

ข่าวแบ่งตามลักษณะเกี่ยวข้องกับทางทหาร
1. ข่าวราชการ คือ ข่าวซึ่งหน่วยจัดเตรียมขึ้นตามลักษณะของการเตรียมข่าวอย่างสมบูรณ์ เพื่อส่งผ่านระบบสื่อสารไปยังผู้รับระหว่างหน่วยทหารด้วยกัน
2. ข่าวกึ่งราชการ คือ ข่าวของหน่วยราชการ หรือส่วนราชการอื่น ซึ่งได้รับอนุมัติให้ส่งผ่านระบบการสื่อสารของหน่วยทหารได้
3. ข่าวเฉพาะสถานี คือ ข่าวแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่สื่อสารด้วยกัน ไม่ถือว่าเป็นข่าวราชการ

ข่าวแบ่งตามลักษณะการปฏิบัติ มี 2 ชนิด คือ ข่าวจริง และข่าวฝึก
การทำสำเนาข่าว และแจกจ่ายถึงผู้รับหลายคนใน บก.หน่วย เป็นหน้าที่ของศูนย์รับ-ส่ง ซึ่งจัดตั้งขึ้นใน บก.หน่วย นั้น

ศูนย์รับ-ส่ง คือ หน่วยงานของ บก.หน่วยทหาร ซึ่งจัดขึ้นเพื่อดำเนินงานโดยเจ้าหน้าที่ของ บก.หน่วยนั้น เพื่อทำหน้าที่ คือ
1. แจกจ่ายข่าวสารในที่ตั้ง
2. ส่งมอบข่าวออกให้แก่ศูนย์สื่อสาร
3. รับมอบข่าวเข้าจากศูนย์การสื่อสาร และทำสำเนาเพิ่มเติมให้เพียงพอแก่ผู้รับ

โครงสร้างของศูนย์การสื่อสาร มี 3 ส่วน
1. ตอนศูนย์ข่าว
2. ตอนอักษรลับ
3. ตอนเครื่องมือ

หากเป็นศูนย์การสื่อสารขนาดใหญ่จะมีตอนนำสารเพิ่มขึ้น
ศูนย์ข่าว แบ่งเป็น 3 ส่วน
1. เสมียนศูนย์
2. เสมียนรหัส
3. พนักงานสื่อสาร

การจัดศูนย์สื่อสารและศูนย์ข่าว มีอัตราไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณงานเป็นประการสำคัญ
งานหลักในศูนย์สื่อสารและศูนย์ข่าว มี 3 อย่าง
1. งานทะเบียนเอกสาร
2. งานการรหัส
3. งานรับ-ส่งข่าว โดยรวมเอางานทั้ง 3 เข้าด้วยกัน หากข่าวมากก็ให้เพิ่มเจ้าหน้าที่

ระบบการสื่อสาร คือ ส่วนรวมขององค์แทนการสื่อสาร ซึ่งจัดให้มีการเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บังคับบัญชา

ระบบการสื่อสาร มี 2 แบบ
1. ระบบสื่อสารแบบเส้นทางหลัก คือ ระบบการสื่อสารที่มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกทางการสื่อสารประจำ บก.หน่วยทุกระดับ แล้วจัดการเชื่อมโยงเข้ากับสายการบังคับบัญชา และช่วงการควบคุม
2. ระบบการสื่อสารแบบพื้นที่ คือ ระบบสื่อสารที่จัดประจำพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เพื่อให้การสนับสนุนหน่วยที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่นั้น ระบบการสื่อสารนี้ไม่เคลื่อนที่ตามไปด้วย

ผบ.ส.พล.ร.21 (สมมุติฐาน ผบ.ส.พล.)

สมมุติฐาน
1. กำลังฝ่ายตรงข้ามในเรื่องการส่งกำลังบำรุง และซ่อมบำรุง สป. สาย ส. อยู่ในระดับที่สนับสนุนได้เต็ม ตามขีดความสามารถ และมีความชำนาญเกี่ยวกับการปฏิบัติการ ส. ด้านการลวงทางสื่อสาร และ สงครามอิเล็กทรอนิกส์
2. ฝ่ายตรงข้ามดำรงการสื่อสารแบบเป็นเส้นหลัก โดยมียุทโธปกรณ์สาย ส. ที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ
3. ความสามารถของฝ่ายเราในเรื่องการส่งกำลังบำรุง และซ่อมบำรุง สป. สาย ส. อยู่ในระดับที่สนับสนุนได้เต็มตามขีดความสามารถ

ภารกิจ
ติดตั้ง ปฏิบัติงาน และดำรงการติดต่อสื่อสารภายใน ทก.พล. และจาก ทก.พล. ไปยัง นขต.ทก.พล., หน่วยขึ้นสมทบ และหน่วยขึ้นควบคุมทางยุทธการ โดยวางการสื่อสารให้แล้วเสร็จก่อนวัน พ.-1

กิจเฉพาะ
1. ติดตั้ง ปฏิบัติงาน และดำรงการติดต่อสื่อสารภายในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง และวางการสื่อสาร ไปยังหน่วยรอง และหน่วยข้างเคียง ตามหลักนิยมการสื่อสาร
2. จัดตั้งศูนย์การสื่อสาร เพื่อดำเนินการต่อเอกสารภายในกองพล กับ บก.ทภ.1
3. จัดให้มีข่ายสื่อสารทาง ยว. ตั้งแต่เวลาปกติตามสายการ บ/ช ลงไปจนถึงระดับกองพันดำเนินกลยุทธ์
4. จัดตั้งผู้นำสารพิเศษ จำนวน 1 ชุด โดยให้ น.สัญญาบัตร เป็น หน.ชุด และปฏิบัติเมื่อสั่ง
5. พร้อมปฏิบัติภารกิจอื่นๆ เมื่อได้รับการสั่ง

กิจแฝง
1. วางแผนการใช้ด้าน ส. ทั้งปวงที่มีอยู่ในพื้นที่ของทางราชการ และพลเรือน เพื่อสนับสนุนการ ส. เมื่อจำเป็น
2. ให้ใช้มาตรการตอบโต้การต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์ (มตตอ.) หากปรากฏว่ามีการรบกวนทางการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาโดยทันที
3. เพิ่มมาตรการในการ รปภ. เส้นทางการนำสาร และเส้นทางสาย โดยจัดพลนำสารคู่ เพื่อนำสารในพื้นที่อันตราย

ข้อจำกัด
-

ข้อบังคับ
1. ดำรงการ ส. ในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง และหน่วยรอง
2. จัดตั้งศูนย์การสื่อสารเพื่อดำเนินการต่อเอกสาร
3. จัดให้มีข่ายการสื่อสารทางยุทธวิธีตั้งแต่เวลาปกติ
4. จัดพลนำสารพิเศษ
5. การรายงานข่าว ให้รายงานเฉพาะเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติ และมีการเข้ารหัสทุกครั้ง

บัญชีหน่วยทหาร (ใช้เพื่อการฝึกเท่านั้น)

ส.พัน.11

หน่วยขึ้นตรง

ทภ.1

ส.พัน.21

หน่วยขึ้นตรง

พล.ร.21

ส.พัน.20

หน่วยขึ้นตรง

พล.ร.20

ส.พัน.22

หน่วยขึ้นตรง

พล.ร.22

ส.พัน.23

หน่วยขึ้นตรง

พล.ร.23

อัตราการจัด (ใช้เพื่อการฝึกเท่านั้น)
ส.พัน.21 เป็น นขต.พล.ร.21