ความหมายของวินัยทหาร และแบบธรรมเนียมทหาร


 

หน้าที่ของทหาร (ตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550 มาตรา 77) มีดังนี้ “รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย จำเป็นและเพียงพอ เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ


ความหมายของคำว่า “วินัยทหาร” และ “แบบธรรมเนียมทหาร”

“วินัยทหาร” คือการที่ทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมทหาร (มาตรา 4)

“แบบธรรมเนียมทหาร” ได้แก่ บรรดา กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง คำแนะนำ คำชี้แจงและสรรพหนังสือต่างๆ ที่ผู้บังคับบัญชาได้ออก หรือได้วางไว้เป็นหลักฐานให้ทหารปฏิบัติ ซึ่งรวมทั้งขนบธรรมเนียมและประเพณีอันดีของทหารทั้งที่เป็น และไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

ตัวอย่างของการกระทำผิดวินัยทหาร (มาตรา 5)

วินัยทหารเป็นหลักสำคัญที่สุดสำหรับทหาร ดังนั้นทหารทุกคนจักต้องรักษาวินัยโดยเคร่งครัดอยู่เสมอ ผู้ใดฝ่าฝืน ท่านให้ถือว่า ผู้นั้นกระทำผิด ตัวอย่างการกระทำผิดวินัยทหาร มีดังต่อไปนี้

1.ดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตน
2.ไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย
3.ไม่รักษามารยาทให้ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมของทหาร
4.ก่อให้แตกความสามัคคีในหมู่ทหาร
5.เกียจคร้าน ละทิ้ง หรือเลินเล่อต่อหน้าที่ราชการ
6.กล่าวคำเท็จ
7.ใช้กิริยาวาจาไม่สมควร หรือประพฤติไม่สมควร
8.ไม่ตักเตือนสั่งสอน หรือลงทัณฑ์ผู้ใต้บังคับบัญชาที่กระทำผิด ตามโทษานุโทษ
9.เสพเครื่องดองของเมาจนถึงเสียกิริยา


ผู้ที่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร

จากบทนิยามศัพท์ของคำว่าวินัยทหาร คือการที่ทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมทหาร โดยมิได้มีคำจำกัดความของคำว่าทหารนั้น หมายถึงทหารประเภทใดบ้าง เนื่องจากทหารมีหลายประเภท โดยพิจารณาจาก พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 ซึ่งแบ่งทหารออกเป็น 4 ประเภท คือ

ก. ทหารกองประจำการ
คือผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการ และได้เข้ารับราชการในกองประจำการจนกว่าจะปลด
ข. ทหารประจำการ
คือทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ซึ่งมิใช่ทหารกองประจำการ
ค. ทหารกองเกิน
คือผู้ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ และยังไม่ถึง 30 ปีบริบูรณ์ ซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา 16 หรือ ผู้ซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา 18 แล้ว
ง. ทหารกองหนุน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
ทหารกองหนุนประเภทที่ 1
คือทหารที่ปลดกองประจำการ โดยรับราชการในกองประจำการจนครบกำหนด หรือทหารกองเกิน ซึ่งสำเร็จวิชาทหารตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร และได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการ แล้วปลดเป็นกองหนุนตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497
ทหารกองหนุนประเภทที่ 2
คือทหารที่ปลดออกจากกองเกินตามมาตรา 39 หรือปลดจากกองประจำการตามมาตรา 40

เมื่อพิจารณาคุณสมบัติของทหารทั้ง 4 ประเภท จะเห็นได้ว่าทหารที่ต้องอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร ตลอดเวลาที่รับราชการก็คือ "ทหารกองประจำการและทหารประจำการ" ส่วนทหารกองเกินและทหารกองหนุนนั้น เป็นทหารที่มิได้รับราชการทหารและมิได้อยู่ประจำหน่วยทหาร จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร ยกเว้นในกรณีที่ทหารกองเกิน และทหารกองหนุนถูกเรียกเข้ารับราชการตามมาตรา 36 กล่าวคือเมื่อถูกเรียกพลเพื่อตรวจสอบเพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อมและในการระดมพล ต้องตกอยู่ในวินัยทหารเหมือนทหารกองประจำการ ดังนั้นในช่วงเวลาที่ถูกเรียกเข้ารับราชการกรณีดังกล่าว ทั้งทหารกองเกินและทหารกองหนุน ต้องตกอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหารเช่นเดียวกับทหารกองประจำการในฐานะเป็นผู้รับทัณฑ์

สำหรับบุคคลที่มิใช่ทหาร แต่ต้องตกอยู่ในบังคับแห่งวินัยทหาร เพราะมีบทบัญญัติไว้ในตารางเทียบชั้นผู้ลงทัณฑ์ และผู้รับทัณฑ์ในท้ายมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.วินัยทหารฯ ในฐานะเป็นผู้รับทัณฑ์ ได้แก่

  1. นักเรียนทหารซึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร (นักเรียนนายร้อย, นักเรียนนายเรือ และนักเรียนนายเรืออากาศ)
  2. บุคคลผู้ซึ่งอยู่ในระหว่างเข้ารับการฝึกวิชาทหารโดยคำสั่ง รมว.กห. ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร (พ.ร.บ.ส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร พ.ศ.2503 มาตรา 10 บัญญัติว่า นิสิต หรือนักศึกษา ที่เข้ารับการฝึกวิชาทหารตามหลักสูตรที่กลาโหมกำหนด ในระหว่างที่เข้ารับการฝึกวิชาทหารก็ให้ถือว่าเป็นทหารกองประจำการ)
  3. นักเรียนทหารซึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จะได้เป็นนายทหารประทวน (นักเรียนนายสิบ, นักเรียนจ่า และนักเรียนจ่าอากาศ)

ผู้บังคับบัญชาและผู้ใหญ่เหนือตน

ก. ความหมายของคำว่า “ผู้บังคับบัญชา”

“ผู้บังคับบัญชา” หมายความว่าผู้ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ปกครองดูแลทุกข์สุขของทหาร ทั้งรับผิดชอบในความประพฤติ การฝึกสอน อบรม การลงทัณฑ์ ตลอดจนสั่งการแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา และให้ความดีความชอบแก่ทหารได้

ผู้บังคับบัญชาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ผู้บังคับบัญชาโดยตรง มีอยู่คนเดียวคือ ผู้บังคับบัญชาที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด สำหรับดูแลสุขทุกข์ผู้ใต้บังคับบัญชา เช่นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของพลทหารในหมู่หนึ่งๆ ก็คือ ผบ.หมู่นั้นๆ ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ ผบ.หมู่ คือ ผบ.หมวด และผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ ผบ.หมวด คือ ผบ.ร้อย เป็นต้น

2. ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น หมายถึงผู้บังคับบัญชาตั้งแต่อันดับสูง ถัดขึ้นไปจากผู้บังคับบัญชาโดยตรง
เช่น ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นของพลทหารในหมู่หนึ่งๆ ได้แก่ ผบ.หมวด, ผบ.ร้อย, ผบ.พัน, ผบ.กรม, ผบ.พล, แม่ทัพ, ผบ.ทบ. และ รมว.กห. ซึ่งเป็นการเรียงลำดับจากต่ำไปหาสูง ตามตำแหน่งที่ปรากฏในตารางกำหนดชั้นผู้ลงทัณฑ์และผู้รับทัณฑ์
ท้ายมาตรา 10 ส่วนหน่วยทหารที่มีการจัดหน่วย และเรียกตำแหน่งไม่ตรงตามตำแหน่งดังกล่าว ให้พิจารณาจากอัตราการจัดของหน่วย และสายการบังคับบัญชาของหน่วยนั้นๆ เป็นหลัก ในการจัดลำดับชั้นของผู้บังคับบัญชา

ข. ความหมายของคำว่า “ผู้ใหญ่เหนือตน”

ผู้ใหญ่เหนือตน หมายความว่าผู้ที่มียศสูงกว่า หรือมีตำแหน่งสูงกว่า แต่ไม่มีอำนาจบังคับบัญชา เพียงแต่มีสิทธิในการว่ากล่าวตักเตือนผู้น้อยในทางที่ชอบ ทั้งนี้ผู้ใหญ่เหนือตนได้แก่ ผู้ที่อยู่ในสังกัดเดียวกัน แต่มิใช่ผู้บังคับบัญชา หรือผู้ที่อยู่ในสังกัดเดียวกันแต่ต่างสายการบังคับบัญชา หรือผู้ที่อยู่ต่างสังกัด ต่างเหล่าทัพเป็นต้น

ข้อสังเกต

สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งรอง หรือผู้ช่วยของหัวหน้าส่วนราชการ หรือหน่วยใดๆ นั้น มักมีผู้เข้าใจไขว้เขวอยู่เสมอว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงบ้าง เป็นผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นบ้าง ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะผู้ดำรงตำแหน่งรอง หรือผู้ช่วย มีหน้าที่ช่วยเหลือการบริหารงานของหัวหน้าส่วนราชการ หรือ ผบ.หน่วย นั้นๆ เท่านั้น


ทัณฑ์ทางวินัย มี 5 สถาน (มาตรา 8)

ทัณฑ์ที่จะลงแก่ผู้กระทำผิดต่อวินัยทหาร ให้มีกำหนดเป็น 5 สถาน โดยเรียงจากเบาไปหาหนัก คือ

ก. ภาคทัณฑ์
ข. ทัณฑกรรม
ค. กัก
ง. ขัง
จ. จำขัง

ภาคทัณฑ์ คือผู้กระทำผิดมีความผิดอันควร ต้องรับทัณฑ์สถานหนึ่งสถานใดดังกล่าวมาแล้ว แต่มีเหตุอันควรปรานี จึงเป็นแค่แสดงความผิดของผู้นั้นให้ปรากฏ หรือให้ทำทัณฑ์บนไว้ (สำหรับ “เหตุอันควรปรานี” ควรใช้เหตุที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 เป็นแนวทางประกอบดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา)


ทัณฑกรรม คือการให้กระทำการสุขา การโยธา ฯลฯ เพิ่มจากหน้าที่ประจำ ซึ่งตนจะต้องปฏิบัติอยู่แล้ว หรือปรับให้อยู่เวรยามนอกจากหน้าที่ประจำ โดยมีหลักเกณฑ์ในคำอธิบายท้ายตารางกำหนดทัณฑ์ว่า ทัณฑกรรมที่กำหนดไว้เป็นวันๆ หมายความว่า ทำทัณฑกรรมทุกวันจนกว่าจะครบกำหนดในวันหนึ่งนั้น ผู้ที่จะสั่งลงทัณฑ์จะกำหนดทัณฑกรรมได้ไม่เกินกว่าวันละ 6 ชั่วโมง แต่ถ้าให้อยู่เวรยามในวันหนึ่ง ต้องไม่เกินกำหนดเวลาการอยู่เวรยามตามปกติ ผู้ใดจะสั่งลงทัณฑกรรม ต้องให้กำหนดให้ชัดเจนว่า ทัณฑกรรมกี่วันและวันละเท่าใด (สำหรับผู้กระทำผิดวินัยและเป็นผู้รับทัณฑ์สถานนี้ได้คือ ผู้รับทัณฑ์ชั้น ซ, ฌ ได้แก่ นักเรียนทหาร และพลทหาร)

กัก คือกักตัวไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ตามแต่จะกำหนดให้

ขัง คือขังในที่ควบคุมแต่เฉพาะคนเดียว หรือรวมกันหลายคน แล้วแต่จะได้มีคำสั่ง

จำขัง คือขังโดยส่งไปฝากให้อยู่ในความควบคุมของเรือนจำทหาร


ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์ทางวินัย (มาตรา 10)

ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์แก่ผู้กระทำผิดทางวินัย มี 2 ประเภท คือ

ก. ผู้บังคับบัญชา (โดยตรง และตามลำดับชั้น) หรือ
ข.
ผู้ได้รับมอบอำนาจให้บังคับบัญชา ตามที่ กห. ส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อ กห., ทบ., ทร., หรือ ทอ. กำหนด

หลักสำคัญก็คือ ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์ได้นั้น จะต้องเป็นผู้มีอำนาจบังคับบัญชาเสียก่อนเป็นเบื้องแรก ในกรณีที่ผู้สั่งลงทัณฑ์คือผู้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง หรือผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น มักไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะเป็นการสั่งโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการบังคับบัญชา

ส่วนผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจบังคับบัญชานั้น โดยปกติจะมิใช่ผู้บังคับบัญชา ดังนั้นการมอบอำนาจแก่ผู้ซึ่งมิใช่ผู้บังคับบัญชา ให้มีอำนาจเสมือนเป็นผู้บังคับบัญชา และมีอำนาจลงทัณฑ์ได้นั้น จะต้องเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น เพราะหากการมอบอำนาจไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเสียแล้ว ก็เท่ากับมิได้มีการมอบอำนาจการกระทำการใดๆ หรือการสั่งการย่อมเป็นการกระทำที่ปราศจากอำนาจ และไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย สำหรับการมอบอำนาจที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายกำหนดแยกพิจารณาได้ดังนี้

ก.การมอบอำนาจตามที่ กห. กำหนด ได้แก่

  1. ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยการสั่งการและประชาสัมพันธ์ พ.ศ.2527
    (ผนวก ก.) เป็นข้อบังคับที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจ 3 กรณีคือ กรณีตำแหน่งว่างลงโดยยังไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดดำรงตำแหน่งให้แต่งตั้งผู้รักษาราชการชั่วคราว, กรณีผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นครั้งคราว ให้แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนชั่วคราว และกรณีตำแหน่งว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นครั้งคราว แล้วยังมิได้แต่งตั่งข้าราชการผู้ใดรักษาราชการ หรือรักษาราชการแทนให้ รอง, ผู้ช่วย หรือเสนาธิการ ทำการแทนเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ผู้รับมอบอำนาจดังกล่าว ย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามตำแหน่งที่ตนรักษาราชการ รักษาราชการแทน หรือทำการแทนนั้นๆ ซึ่งหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามข้อบังคับ กห. ฉบับนี้ เป็นหลักเกณฑ์โดยทั่วไป สำหรับทุกหน่วยงานใน กห. ที่ต้องยึดถือปฏิบัติ
  2. ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยการศึกษาในต่างประเทศ พ.ศ.2527 เป็นข้อบังคับซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ในการปกครองบังคับบัญชาระหว่างศึกษาในต่างประเทศ กล่าวคือข้าราชการทหารที่ไปศึกษาในต่างประเทศ ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ซึ่งต้องอยู่ในระเบียบวินัย และปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมทหารทุกประการ โดยให้อยู่ในความปกครองบังคับบัญชาของผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำประเทศนั้น หรือผู้ที่ กห. มอบอำนาจให้ปกครองบังคับบัญชาตั้งแต่วันรายงานตัว เมื่อเดินทางไปถึงจนกระทั่งเดินทางกลับ
  3. ระเบียบ กห.ว่าด้วยโรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ พ.ศ.2527 ซึ่งมีหลักเกณฑ์คือ โรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ (รร.ธน.) มีผู้บัญชาการโรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ (ผบ.รร.ธน.) เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบโดยเจ้ากรมพระธรรมนูญ (จก.ธน.) เป็นผู้บัญชาการโรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญโดยตำแหน่ง สำหรับผู้ที่เข้าศึกษาอบรมใน รร.ธน. ในระหว่างการศึกษาอบรมผู้เข้าศึกษาอบรมนั้นคงอยู่ในสังกัดเดิม แต่ให้อยู่ในปกครองบังคับบัญชาของ ผบ.รร.ธน.

ข.การมอบอำนาจตามที่กองทัพบกกำหนด คือการมอบอำนาจตามระเบียบ ทบ. ว่าด้วยการมอบอำนาจบังคับบัญชา พ.ศ.2513 ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจโดยสรุปดังนี้

1
การมอบอำนาจบังคับบัญชากระทำได้ 3 วิธี คือ 1.กระทำด้วยหนังสือ 2.กระทำด้วยวาจา หรือ 3.กระทำด้วยเครื่องมือสื่อสาร
2
กรณีที่มอบอำนาจบังคับบัญชา มีดังนี้
ก)
ไปปฏิบัติราชการ
ข)
ไปร่วมปฏิบัติราชการ
ค)
ไปช่วยราชการ
ง)
ไปศึกษาในประเทศ หรือต่างประเทศ
จ)
ไปฝึกอบรมในสถานฝึกอบรมของทหาร
ฉ)
ไปป่วยในโรงพยาบาลทหาร
ช)
ไปพักในสถานพักฟื้นของทหาร
ซ)
กรณีอื่นๆ
3
การมอบอำนาจบังคับบัญชาบุคคล หรือส่วนราชการใดที่สังกัด ทบ. ให้แก่ บุคคล
หรือส่วนราชการนอก ทบ. จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป
4
ผู้รับมอบอำนาจบังคับบัญชา มีอำนาจสั่งการตามข้อบังคับ กห.ว่าด้วยการสั่งการ
และประชาสัมพันธ์ พ.ศ.2527
5
การมอบอำนาจบังคับบัญชา ให้ผู้มอบอำนาจระบุให้ผู้รับมอบอำนาจ มีอำนาจสั่งการ
เกี่ยวกับความชอบ การลงทัณฑ์ การลา หรือเรื่องอื่นๆ ได้ตามที่เห็นสมควร
6
การมอบอำนาจบังคับบัญชา ให้กำหนดระยะเวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดแห่งการมอบอำนาจไว้ด้วย

ค. การมอบอำนาจตามที่กองทัพเรือกำหนด คือการมอบอำนาจตามคำสั่ง ทร. ที่ 311/2513 เรื่อง มอบอำนาจบังคับบัญชา ลง 29 ต.ค.13 ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการมอบ อำนาจโดยสรุปดังนี้

  1. บุคคลที่ผู้บังคับบัญชาที่เป็น หน.ส่วนราชการขึ้นตรง ทร.ขึ้นไป สั่งให้ไปช่วยปฏิบัติราชการ รับการฝึก หรือศึกษาอบรมในส่วนราชการอื่นใน ทร. ให้ผู้นั้นอยู่ในบังคับบัญชาของ ผู้บังคับบัญชาส่วนราชการที่ตนไปช่วยปฏิบัติราชการ, รับการฝึก หรือศึกษาตลอดระยะเวลาที่ไปช่วยปฏิบัติราชการ รับการฝึก หรือศึกษาอบรม
  2. สำหรับบุคคลที่ถูกสั่งให้ไปช่วยปฏิบัติราชการต่างส่วนราชการขึ้นตรง ทร. หากมีความจำเป็นทางราชการ หน.ส่วนราชการขึ้นตรง ทร. ที่ผู้นั้นไปช่วยปฏิบัติราชการ จะสั่งให้ผู้นั้นไปขึ้นอำนาจบังคับัญชาของผู้ที่อยู่ในตำแหน่งชั้นรองของตน ซึ่งมียศอาวุโสสูงกว่าผู้ที่ไปช่วยปฏิบัติราชการนั้นก็ได้
  3. อำนาจการบังคับบัญชาตาม ก. และ ข. หมายถึงอำนาจสั่งการในเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่ราชการที่ได้รับมอบหมายให้ช่วยปฏิบัติราชการ รับการฝึก หรือศึกษาอบรมตลอดจนอำนาจในการลงทัณฑ์ การอนุญาตลากิจ และลาป่วย

ง. การมอบอำนาจตามที่กองทัพอากาศกำหนด คือการมอบอำนาจตามระเบียบ ทอ. ว่าด้วยการปกครองบังคับบัญชา พ.ศ.2526 ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจโดยสรุปดังนี้

  1. “การปกครองบังคับบัญชา” หมายถึง การที่ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจในการปกครองดูแลหน่วยทหาร และหรือกำลังพลที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตนภายในขอบเขตของกฎหมาย และแบบธรรมเนียมที่กำหนดไว้ รวมทั้งอำนาจในการสั่งลงโทษ หรือลงทัณฑ์ทางวินัยด้วย
  2. หน่วยแยกหรือหน่วยสมทบที่ไปอยู่ในเขตพื้นที่ของหน่วยขึ้นตรง ทอ. หรือหน่วยแยกที่ตั้ง ณ ต่างจังหวัด ให้อยู่ในการบังคับบัญชาของหน่วยขึ้นตรง ทอ. หรือหน่วยแยกที่เป็นเจ้าของเขตพื้นที่นั้น
  3. กำลังพลที่ไปปฏิบัติราชการหรือช่วยราชการในหน่วยขึ้นตรง ทอ. หรือหน่วยแยก ให้อยู่ในปกครองบังคับบัญชาของหน่วยนั้น
  4. กำลังพลที่เข้ารับการศึกษาในสถานศึกษาของ ทอ. ให้อยู่ในการปกครองบังคับบัญชาของสถานศึกษานั้น
  5. หน่วยขึ้นตรง ทอ. หรือหน่วยแยก หรือสถานศึกษาที่มีอำนาจปกครองบังคับบัญชา หากสั่งการในด้านการปกครองเกี่ยวกับการลงโทษ หรือลงทัณฑ์ทางวินัยแก่กำลังพลที่ไปปฏิบัติราชการ หรือช่วยราชการ หรือเข้ารับการศึกษา ต้องแจ้งให้ต้นสังกัดผู้ต้องรับโทษ หรือรับทัณฑ์นั้นทราบเป็นลายลักษณ์อักษร

ข้อสังเกต

แม้ว่าแต่ละหน่วยจะมีหลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจแตกต่างกันไปบ้าง ก็เป็นเพียงการแตกต่างในรายละเอียดเท่านั้น ส่วนในหลักการและความมุ่งหมายนั้น ยังคงเป็นไปในแนวเดียวกันคือ เพื่อให้การมอบอำนาจบังคับบัญชาเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ และเพื่อให้ผู้ได้รับมอบอำนาจสามารถใช้อำนาจบังคับบัญชา ได้เช่นเดียวกับผู้บังคับบัญชานั่นเอง